นักเรียนจ่าทหารเรือ 21 : http://www.thainavy21.com
::::::::::::::::::::::วอลซ์นาวี:::::::::::::::::::: ทะเลนั้นเป็นเหมือนถิ่นของเรา จะขอเฝ้า ตราบจนชีวิตเราสิ้น ยามคลื่นซัดกระเซ็น เช้าเย็นสำเนียงเคยชิน เลือดไหลริน เพื่อคงเกียรติของนาวี ธงที่ถูกสายลม โบยสะบัดยังพัดพลิ้ว ทิวท้องถิ่นทะเล มิยอมให้ใครย่ำยี เรือแม้จะต้องจม เพื่อปกป้องเสรี เราขอสละชีพพลี พร้อมกัน ทุกคน ::::::::::::::::::::::วอลซ์นาวี::::::::::::::::::::
หน้าแรก
หน้าแรก
ข่าวสาร
กระดานสนทนาหลัก
Live Chat 2
ปฏิทินกิจกรรม
ดาวน์โหลด/กองทุน
ทำเนียบรุ่น 21
เว็บกองทัพเรือ
เว็บรุ่นพี่รุ่นน้อง
ท่องเที่ยวกองทัพเรือ
เพลงทหารเรือ
ฟังวิทยุออนไลน์
ดูทีวีออนไลน์
เมนูอื่นๆ
จาก webmaster
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
จำข้อมูลการล็อกอิน
ยังไม่ได้ลงทะเบียน?
ลงทะเบียนใหม่
สมาชิก
จำนวนสมาชิก 420 คน
สมาชิกคนล่าสุด:
DONG
ผู้เข้าใช้วันนี้ 4 คน
ผู้เข้าใช้สัปดาห์นี้ 8 คน
ผู้เข้าใช้เดือนนี้ 12 คน
Who's Online
ขณะนี้มี 26 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ และ 1 สมาชิก ออนไลน์
dong
10 กระทู้ล่าสุดที่มีความเปลี่ยนแปลง
กระทู้
วันที่
ผู้เขียน
อ่าน
ตอบ
โพสต์เมื่อ
โดย
บุคคลในภาพเก่าๆ
26/08 09:37
somboon.p
171
4
06/09 11:43
somboon.p
ผิวผ่อง ญาติผู้ว่า
03/09 15:35
somboon.p
50
0
03/09 15:35
somboon.p
จากรุ่นสู่รุ่น
26/08 10:55
somboon.p
204
5
03/09 14:36
somboon.p
ช่วยบอกทีผมรุ่นไหน นาวิกวนา
19/08 16:22
somboon.p
237
5
02/09 21:24
chanut
ประกาศ หา
19/08 11:54
somboon.p
327
13
02/09 15:00
Jayium
สอบถามครับ
16/07 08:11
รุงรัง
685
10
30/08 10:24
รุงรัง
คดีเด็ด ร.ล. สระบุรี
26/08 10:18
somboon.p
74
0
26/08 10:18
somboon.p
ขอให้รักษา ทุกกระทู้ของรุ่นไว้ให้ดี
19/08 11:48
edd
366
3
25/08 15:33
Pia
จะสิ้นปีแล้วนะ
24/08 13:08
edd
92
1
25/08 15:27
Pia
ภาพถ่ายเก่าๆ ให้ระลึกถึงความหลัง
15/07 14:35
somboon.p
708
12
19/08 15:06
somboon.p
เรียนเพื่อนๆและสมาชิก ผมจะให้เวลาดูแลใน boardให้มากกว่านี้ ขออย่าได้ copy กระทู้อื่นที่ไม่สุภาพมาลงเพิ่มเลยครับ ขอบคุณครับ
กระดานสนทนา
หน้าแรกเว็บบอร์ด
|
ตอบ
|
มุมมองโยงใยเรื่อง
|
ความช่วยเหลือ
|
กฎของเว็บบอร์ด
ผังบอร์ด ::
ห้องสนทนา
ทั่วไป
ห้องสาระดี
คนกำ......
ผู้ใช้
Junior Boarder
โพสต์:
7
กรรม:
0
ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
10/10/2008 12:33
ตัณหา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
โลภเจตสิก หรือ ตัณหา ความทะยานอยาก ความอยากได้ ความพอใจ เพลิดเพลิน ทำให้เกิดความประมาทในชีวิต
จำแนกได้ 3 ประเภท
1. กามตัณหา ความยินดี ชอบใจ พอใจ และ ความอยากได้ ใน อารมณ์ ทั้ง 6 เพื่อสนอง กามคุณ สัมผัส ทั้ง 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
ตัณหา 6 หมวด ประกอบด้วย
+ รูปตัณหา คือ อยากได้รูป ที่มองเห็นด้วยตา
+ สัททตัณหา คือ อยากได้เสียง
+ คันธตัณหา คือ อยากได้กลิ่น
+ รสตัณหา คือ อยากได้รส
+ โผฏฐัพพตัณหา คือ อยากได้ความรู้สึกทางกายสัมผัส
+ ธัมมตัณหา คือ อยากในสิ่งที่ใจนึกคิด อารมณ์พึงพอใจ
ตัณหาทั้ง 6 นี้ เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้เมื่อเบื่อหน่าย
2. ภวตัณหา เมื่อได้มา ก็ ชอบ ติดใจใน รูปภพ อรูปภพ ญานสมบัติ กามคุณอารมณ์ สัสสตทิฏฐิ เช่น อยากเป็นใหญ่เป็นโต และอยากเป็นแบบนั้นตลอดไป (สัสสตทิฏฐิ)
3. วิภวตัณหา ความอยากไม่เป็น ไม่อยากได้ เช่น ไม่อยากแก่ ไม่อยากจน อยากดับสูญ
ตัณหาเหมือนทำให้ชีวิตมีรสชาด แต่ความเป็นจริง ตัณหาสิ่งที่นำความทุกข์มาให้เรา ควรเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อกำหนดรู้ เพื่อละตัณหา 3 อย่างนี้
จงเห็นตัณหาเหมือนเถาวัลย์ที่พันต้นไม้ แล้วที่สุดต้นไม้ก็จะตาย จงรีบตัดรากเถาวัลย์นี้ด้วยปัญญาเถิด
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
จ่า....เยี่ยม
ผู้ใช้
Platinum Boarder
โพสต์:
101
กรรม:
0
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
10/10/2008 14:06
...สาธุ สาธุ.....
ข้าพเจ้ายังตัดไม่ได้สักอย่างเลย คนกำ...มียาลดบ้างไหม แบ่งซัก 2 ซองซิ
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
สะมะเบี้ยว
ผู้ใช้
Platinum Boarder
โพสต์:
477
กรรม:
-66
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
13/10/2008 09:45
.........บักเยี่ยว...
หวัดดี..........กรูนะ....ปะติบัดทำ....ทุ๊กวันที่มีโอกาส
เข้าวัด....ก็ไม่น้อย....ศึกษา....ธรรมะ...มาก็หลายสำนัก....
สาย..ศีล....อย่าง..สันติไม่โศรก....ก็..อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง..เมื่อเกือบยี่สิบปีทีแล้ว
สำนัก...แถวๆ ศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก... (ช่อง DMC คงดูได้) ก็ปักกลดมาหลายเที่ยว...เป็นผู้นำบุญก็...เคยมามิน้อย.....
สำนัก...ทางปัญญา..สมาธิ...ทางใต้แถว ๆ เมืองคนดี....ก็ไปอยู่มาก็นาน...
แล้วที่ไม่ได้นับอีกหลายอยู่......
ที่เล่ามา...จาบอกว่า....ขนาดกรูเข้าวัด...ทำบุญ...เพื่อลดกิเลสบ้าง...
ยังกิเลส...ตัณหา...หนาขนาดนี้....ถ้า..ไม่
สงสัยกรู...เป็นมหาโจร...ปล้น..ฆ่า.....ล่าสวาท..แน่เลยว่ะ...
ทำไงได้....คนมันมากกิเลส...มาย...ตัณหา...ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
aeymiko
ผู้เยี่ยมชม
Senior Boarder
โพสต์:
14
กรรม:
0
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
13/10/2008 11:18
ลำปางหนาวมาก
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
changnam
ผู้เยี่ยมชม
Senior Boarder
โพสต์:
10
กรรม:
0
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
14/10/2008 08:59
ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจ ดังที่มีคำกล่าวว่า
ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
[] ขออย่าให้ความอยากทั้งหลายนั้น อยู่เหนือความควบคุม (จิตใจ)ของเรา แล้วความสุขจะมาเอง
แก้ไขโดย: changnam, เมื่อ: 14/10/2008 09:06
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
สะมะเบี้ยว
ผู้ใช้
Platinum Boarder
โพสต์:
477
กรรม:
-66
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
15/10/2008 05:37
....จริงๆ แล้ว.....การดำเนินชีวิต...ก็ต้องมีธรรม..ประจำใจ...ตลอดเวลา
มากน้อย...แตกต่างกันไปตามปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก
การปฏิบัติจิตก็สามารถที่จะทำให้เกิดบุญกุศล...ได้.....
......วัดก็เป็นสถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็นขึ้นมาได้.....
...........ส่วนใหญ่...ส่วนตัว..จะชอบวัดร่มรื่น...คำสอน...เป็นลักษณะที่ถูกจริตตัวเอง......ใกล้ๆ นี้ชอบวัด...สาขาของ....ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นภูริทัตโต..."หลวงปู่เปี่ยม"
วัดอยู่ปทุม...วัดภูริทัตตาราม..(ถ้าจำไม่ผิด...หลวงปู่ก็น่าจะไม่ผิด...ไปมาครั้งเดียว)
......ที่เอ่ยมาซะยาวหน่อย....อยากจะถามสมาชิก..หรือ..เพื่อนพ้องน้องพี่..ใครพอรู้ว่า...ที่นี่(วัดภูริท ัตตาราม) อยู่เลยแยกปทุม..(เข้าตัวเมือง...ถ้ามาจากทางตลาดเจริญทรัพย์...ข้ามสะพานเจอแยกไฟแดงเลี้ยวซ้ายจะไปเมือง ปทุม..เราเลี้ยวขวาไปประมาณ..แปดกิโลเมตร...เลี้ยวซ้าย(ตรงแยกระโยงระยางแหละ) แล้วยูเทิร์นกลับมา..นิดเดียวมีทางเข้าวัด....น่าจะไม่เกินกิโลเมตรนะ....
...อยากทราบ..กำหนด..เวลา..วันที่มีการให้เข้าไปฝึกปฏิบัติ...น่ะ...เพราะเข้าไปเห็นมีกุฏิ(แบบพอเพียง..เ ล็ก ๆ หรืออาจจะเรียกว่าที่พักน่าจะถูกต้องกว่า)
............อยู่ในช่วงไหนของวัน..สัปดาห์...หรือ..เดือน.....
รบกวนอั้ยหมีพูร์...อยู่ใกล้ๆ ...หาข้อมูลให้หน่อยนะน้อง....(ถ้าพอมีเวลา) ..วันที่เข้าไป..ตอนเช้า..และมีเรื่องต้องทำ..หลายอย่าง..พระไปบิณฑบาตร..เลยไม่ได้ถามข้อมูลนี้......เวร กรรมเยอะ...ปฏิบัติบ้าง...อาจจะช่วยตัดกรรมได้บ้าง..ฮ่าๆๆๆๆ...ขอบคุณครับ
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
poohkik
ผู้เยี่ยมชม
Platinum Boarder
โพสต์:
176
กรรม:
0
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
15/10/2008 08:01
ตอบ...พี่สะมะ..วัดที่ว่าชื่อวัดวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม พระครูสุทธิธรรมรังษี ( หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ) เจ้าอาวาสวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราอย่างสงบ เข้ารับการรักษาอาการอาพาธจากเส้นโลหิตในสมองแตก ปี 2544 โดยแพทย์ได้ถวายการผ่าตัด จากนั้นมีอาการทรงและทรุดตามลำดับ ต้องตรวจรักษาเป็นประจำ เข้าโรงพยาบาลครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม 2547
ศิษยานุศิษย์เคลื่อนย้ายศพมาตั้งอาบน้ำศพที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังถวายน้ำหลวงอาบศพ และสมเด็จพระสังฆราชพระญาณสังวรฯ ทรงมีพระบัญชาให้พระเทพสารเมธี ราชเลขานำน้ำหลวงทรงศพมา เมื่อเวลา 16.00 น. โดยจะสวดพระอภิธรรมไม่มีกำหนด
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท เป็นพระเถระวิปัสสนากรรมฐาน เป็นพระปฏิบัติ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ขาว อนาลโย เกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2459 ที่ ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทรบุรี เดิมชื่อเจี๊ยะ โพธิกิจ อุปสมบทเมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2480 วัดจันทนาราม ต.จันทนิมิตร อ.เมือง จ.จันทบุรี สิริรวมอายุ 88 ปี 2 เดือน พรรษาที่ 67
สำหรับวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม สร้างเมื่อปี 2526 โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และคณะศิษยานุศิษย์และชาวอำเภอสามโคก เพื่อเป็นวัดปฏิบัติธรรมภาวนา จากนั้นจึงนิมนต์หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท จากวัดเวฬุวรรณ อ.เมือง จ.ลพบุรี มาเป็นเจ้าอาวาสวัด ต่อมาได้สร้างเจดีย์บรรจุทันตธาตุ ( ฟันกราม ) ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
poohkik
ผู้เยี่ยมชม
Platinum Boarder
โพสต์:
176
กรรม:
0
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
15/10/2008 08:08
ตอบ..พี่สะมะ เรื่องการกำหนดเวลาการปฏิบัติ จะเข้าไปหาข้อมูลมาให้นะค่ะพี่ ตอนนี้อ่านเรื่องพระ หลวงปู่ไปก่อนพลางนะค่ะ ....แล้วจะรีบนำสารมารายงาน
1. ปฏิบัติลำบาก รู้เร็ว
.....เดิมจริง ๆ ชื่อว่า โอเจี๊ยะ แปลว่าหินดำ เพราะเรามีปานดำที่แผ่นหลัง ต่อมาภายหลังเรียกสั้น ๆ ว่า เจี๊ยะ คำว่าโอเจี๊ยะ มีความหมายในทางธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ คนที่มีปานประเภทนี้ จะต้องเป็นคนมีจิตใจแข็งแกร่งดุจศิลาแลง ทนร้อนทนหนาว ทนทุกข์ทนสุข อดทนได้ รับได้ แก้ไขได้ทุกสภาวการณ์ เหมือนจะเป็นธรรมเตือนเราว่า จงทำจิตใจให้เป็นดั่งแผ่นหิน
ในวัยหนุ่มทำมาค้าขาย ขายเงาะ ขายทุเรียน นิสัยออกจะติดทางนักเลง เป็นคนจริงจังในหน้าที่การงาน ไม่เกเร พูดจาโฮกฮาก ไม่กลัวคน ต้นตระกูลเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบโกหก จึงเป็นมรดกทางอุปนิสัยติดต่อกันมาเรื่อย ๆ จนถึงผู้เป็นลูกหลาน เราเป็นคนทำอะไรต้องทำให้ได้ดั่งใจ เวลาไปบรรทุกผลไม้ที่ท่าแฉลบ เรือลำไหนมันขึ้นฝั่งไม่ได้ เรือเขาขึ้นไม่ได้ทั้งหมด แต่สำหรับเรือเราแล้วต้องขึ้นได้ คือเอาขึ้นจนได้ เราเป็นคนแข็งแรง สู้ทุกรูปแบบ เป็นคนจริงจัง ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ..และไม่เคยยอมแพ้ใครในหน้าที่การงานทั้งปวง
ขณะที่หลวงปู่เจี๊ยะท่านกำลังเป็นผ้าขาวอยู่ที่สำนักวัดทรายงาม เพื่อเตรียมตัวอุปสมบท ท่านเล่าว่า
คืนหนึ่งตอนเป็นนาคฟังเทศน์ท่านอาจารย์กงมา พอนั่งภาวนาฟังเทศน์ไป จิตอยู่กับคำบริกรรม หูก็ได้ยินเสียงเทศน์ไป คือจิตก็ทำหน้าที่ของมัน หูก็ทำหน้าที่ของมันจนเกิดเป็นสมาธิ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันเป็นสมาธิ รวมจนกระทั่งว่าไม่มีตัวตน ตัวตนหายหมดแล้วมาปรากฏภาพนิมิต เห็นตนเองหมอบไปฟุบกับกองทรายอย่างชัดเจน ตัวนี้อ่อนไปหมด ปรากฏว่าในขณะนั้นตัวตนไม่มี จนกระทั่งท่านพระอาจารย์กงมาแสดงธรรมจบลง จึงรู้สึกตัว
ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พุทธศักราช 2480 ที่วัดจันทนาราม ต.จันทนิมิตร อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยมีพระครูครุนาถสมาจาร(เศียร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์วิหารการ(เชย) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพ่อลี ธัมมธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ในระหว่างที่จำพรรษาที่วัดทรายงาม ได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ในบางคราวได้เดินทางไปศึกษาวัตรปฏิบัติกับท่านพ่อลี ธัมมธโร ที่วัดป่าคลองกุ้ง อ.เมือง จ.จันทบุรี ในพรรษาที่สองท่านถือเนสัชชิ โดยการไม่นอนตลอดพรรษา (ไม่นอนกลางคืน กลางวันนอนบ้าง-ผู้ถอดเทป) ท่านเล่าว่า
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
poohkik
ผู้เยี่ยมชม
Platinum Boarder
โพสต์:
176
กรรม:
0
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
15/10/2008 08:09
.......เพราะความที่เป็นผู้รักษาสัจจะ สัจจะนั้น จึงเป็นเหมือนโซ่ตรวนคอยรึงรัด กาย จิต เอาไว้ ตายเป็นตาย แต่จะให้สัจจะที่ตั้งไว้ขาดไม่ได้ แม้ร่างกายนี้อะไรจะเสียผุพังไปก็ตาม แต่สัจจะ จะเสียไปไม่ได้ เพราะสัจจะที่เราให้ไว้กับตัวเรา เรายังรักษาไม่ได้แล้ว เรายังหวังจะพบธรรมอันประเสริฐ ซึ่งอยู่เหนือสัจจะนั้นได้อย่างไรกัน เมื่อตั้งสัจจะแล้ว เริ่มภาวนาทั้งกลางวันกลางคืน จนในที่สุดเมื่อภาวนาอยู่ไม่หยุดไม่ถอย
อยู่มาวันหนึ่งในพรรษาที่ 3 มานั่งภาวนาอยู่ใต้ต้นกระบก จิตรวมใหญ่ด้วยกัน หยั่งสติปัญญาลงในกายานุปัสสนา แยกแยะส่วนต่าง ๆ ของธาตุขันธ์ออกพิจารณาด้วยปัญญาไม่ลดละ คือยกทั้งส่วนรูปกาย ทั้งส่วนเวทนาคือทุกข์ภายใน ทั้งส่วนสัญญาที่หมายกายส่วนต่าง ๆ ว่าเป็นทุกข์ ทั้งส่วนสังขารตัวปรุงแต่งว่าส่วนนี้เป็นทุกข์ส่วนนั้นเป็นทุกข์ ขึ้นสู่เป้าหมายแห่งการพิจารณาของสติปัญญาผู้ดำเนินงานทำการขุดค้นคลี่คลายอย่างไม่หยุดยั้ง
จิตมีกำลังขึ้นมาอย่างประจักษ์ สามารถคลี่คลายธาตุขันธ์จนรู้แจ้ง ตลอดทั่วถึงด้วยอำนาจแห่งการพิจารณา
การพิจารณากายครั้งนี้ปรากฏประหนึ่งว่าแผ่นดินแผ่นฟ้าละลายหมด กายกับใจนี้มันขาดออกจากกัน เหมือนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเลย เหลือแต่ความบริสุทธิ์ของใจทีเดียว
เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว จิตนี้มันอาจหาญรื่นเริงในธรรม ไม่กลัวใคร คือว่าไม่กลัวต่อความจริงที่จะต่อสู้และพิจารณา เรียกว่าธรรมทำให้กล้าหาญ เมื่อเป็นสันทิฏฐิกธรรม คือรู้เองเห็นเองโดยเฉพาะตนแล้ว จึงไม่นำไปพูดกับใคร จึงนึกถึงแต่กิตติศัพท์และกิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อภาวนาจิตลงได้อย่างนั้นแล้ว สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ที่เขานิยมว่ามีค่ามากไม่ได้มีความหมายเลย
ธรรมที่ปรากฏขึ้นในคืนวันนั้นเป็นธรรมสมบัติเหนือรัตนะเงินทองโดยประการทั้งปวง อัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง จิตนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณเลย ถึงกับได้พูดกับคนรักที่เคยได้สัญญากันไว้ก่อนบวชว่าบวชแล้วจะสึกมาแต่งงานกัน แต่เมื่อจิตมันเป็นเช่นนี้
วันหนึ่งออกบิณฑบาต เจอคนที่เคยรักมาใส่บาตร จึงพูดอย่างเด็ดขาดกับเขาว่า แป้งเอ๋ย ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ
2. มุ่งหน้าสู่พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น ด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
หลังจากออกพรรษาประมาณเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2482 ท่านจึงตัดสินใจเข้าไปลาท่าน พระอาจารย์กงมา เพื่อเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์มั่นที่เชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์กงมาจึงพูดขึ้นว่า ท่านเจี๊ยะ พระอย่างท่านจะไปอยู่กับหลวงปู่มั่นได้ยังไงครูอาจารย์ เราตอบขึ้นทันที หลวงปู่มั่นเป็นคน ผมก็เป็นคน ทำไมผมจะไปอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่ได้ ถ้าท่านเป็นพระดี ผมไปหาของดีมันจะผิดตรงไหน ก็คนไม่ดีนั่นแหละต้องให้คนดี ๆ สอน ถ้าคนอยู่กับคนไม่ได้แล้วคนจะไปอยู่กับใคร เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ท่านพระอาจารย์กงมาท่านก็นั่งนิ่ง
หลวงปู่เจี๊ยะได้เล่าถึงเรื่องการจากบ้านเกิดเพื่อไปตามท่านพระอาจารย์มั่นต่อว่า หลังจากกราบลาท่านพระอาจารย์กงมาแล้ว จึงไปบอกลาโยมพ่อโยมแม่ และพี่สาว ตลอดจนญาติ ๆ โยมแม่จึงพูดขึ้นว่า กินก็เป็นคนกินยาก จะไปได้อย่างไรลูก โยมแม่พูดขึ้นพร้อมทั้งน้ำตา เพราะในบรรดาลูก ๆ พ่อแม่รักเราเป็นที่สุด เราจึงตอบโยมแม่ว่า โยมแม่ก็มันกินยากฮิ จึงต้องไปแก้ไขให้กินง่าย ๆ โอ๊ย! ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะโยม อาตมาไม่ตายหรอก พูดปลอบเพื่อให้ท่านสบายใจ
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
poohkik
ผู้เยี่ยมชม
Platinum Boarder
โพสต์:
176
กรรม:
0
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
15/10/2008 08:10
ท่านเดินทางไปเชียงใหม่กับท่านพระอาจารย์เฟื่อง
เดินธุดงค์ไปทางอำเภอเชียงดาว แล้วออกเดินทางต่อไปจนถึงปางแดง อันเป็นป่าอยู่ในกลางหุบเขา
ออกเดินทางไปตามหุบผาป่าอันสลับซับซ้อน ทะลุถึงอำเภอพร้าว วัดร้างป่าแดง บ้านแม่กลอย นึกรำพึงรำพันถึงท่านพระอาจารย์มั่นเป็นหมื่น ๆ ครั้งว่า หลวงปู่มั่นช่วยหน่อย หลวงปู่มั่นช่วยหน่อย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ได้ยินว่า ใคร ๆ เขาก็พูดว่าท่านพระอาจารย์มั่นรู้วาระจิตคนหมด ตอนนี้ผมพระเจี๊ยะ เดินทางมาหา เหนื่อยยากลำบากจะตายอยู่แล้ว ทางก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนมาทางไหน หลวงปู่มั่นอยู่ที่ไหน ถ้ารู้ได้ด้วยใจด้วยญาณก็ส่งคนมารับหน่อยเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว
เมื่อเดินทางเข้าไปในวัดร้างป่าแดงมีพระรูปหนึ่ง ลักษณะองอาจเป็นเถระ มีรูปร่างเล็ก ๆ สันฐานสันทัด ผิวดำแดง นั่งห่มจีวรแสดงอาการให้เห็นว่า รอใครบางคนอย่างเห็นได้ชัด นั่งอยู่บนแคร่น้อย ๆ ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ เอาหญ้าคามุงกั้นฝาเป็นฟาก หันมาทางที่จะเดินเข้าไป แสดงอาการว่าสนใจในคนที่จะมา แต่ไม่แสดงออกทางคำพูด สังเกตได้ว่าเป็นกริยาที่รับกัน ใจในขณะนั้นน้อมนึกขึ้นมาทันทีว่า นี่แหละหลวงปู่มั่น นึกต่อไปอีกว่าท่านคงรู้วาระจิตของเราเป็นแน่แท้ จึงมานั่งรอ .
แต่ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บเข้าไปภายในนั้น ทำให้เนื้อตัวสั่นเทา เพราะมีแต่เพียงจีวรบาง ๆ เป็นที่ห่อหุ้มร่างกาย เมื่อตกดึก ๆ นอนไม่หลับ จึงเดินเข้าไปหาท่านเฟื่อง ผู้เป็นสหธรรมิก อันเป็นการหยั่งเชิงหมู่เพื่อนว่าจะเป็นไปอย่างไร คิดอย่างไร ด้วยการกระซิบเบา ๆ ว่า เฟื่องโว๊ย! หนาวโว๊ย! กลับบ้านเราดีกว่า ฝ่ายท่านเฟื่องก็นิ่งเฉย ไม่ตอบแต่อย่างไร พอรุ่งเช้าวันใหม่ จึงเดินออกจากกระท่อมน้อยมาทางหอฉัน เพื่อจะไปจัดแจงศาลาฉัน พอท่านพระอาจารย์มั่นพบเท่านั้นแหละ เหมือนดังว่าสายฟ้าฟาดลงบนกระหม่อมทันที คนทะลงทะเลไม่มีความอดทน ไป ๆ ไม่มีใครอาราธนามาที่นี่ ท่านพระอาจารย์พูดเสียงดุดัง นัยตาก็กราดกร้าวเหมือนพญาเสือโคร่งตัวใหญ่ อันเป็นกริยาที่หมู่แมว ๆ อย่างพวกเราต้องหมอบคลานก้าวขาไม่ออก เรื่องวาระจิตนี่ครูบาอาจารย์มั่นท่านรู้ทุกอย่าง จะพูดจะคิดอะไรอยู่กับท่านต้องระวัง ประมาทไม่ได้เป็นบาปใหญ่ เพราะท่านเป็นพระอรหันต์
อยู่ต่อมาอีก สองสามวัน ฟันข้าง ๆ ของท่านพระอาจารย์มั่นจึงหลุด แล้วท่านก็พูดขึ้นว่า เอ้า! ท่านเจี๊ยะ เอาไป การที่ท่านพระอาจารย์มั่นมอบฟันให้ ท่านคงรู้ด้วยอนาคตังสญาณว่า เราจะต้องเป็นผู้สร้างเจดีย์บูชาคุณของท่านเป็นแน่แท้
3. เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นป่วยเป็นไข้มาลาเรีย สิ่งที่ท่านแสดงออก ยืนยันให้ประจักษ์ว่า ผู้ปฏิบัติธรรม ต้องเอาธรรมเป็นใหญ่ และธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ท่านพระอาจารย์มั่นป่วยเป็นไข้มาลาเรีย
หลังจากที่หมอโรงพยาบาลแมคคอมิคค์ได้พูดกับท่านเจ้าคุณพระราชกวี ภายหลังดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จมหาวีรวงศ์ ( พิมพ์) ว่า
การป่วยของท่านพระอาจารย์มั่นคราวนี้อาจจะไม่รอด
เมื่อท่านพระอาจารย์ถามว่า หมอว่าอย่างไร
ท่านเจ้าคุณกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่น ว่า การป่วยคราวนี้หมอบอกว่าท่านอาจารย์จะไม่รอด อาการหนักมาก
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงพูดขึ้นว่า การป่วยในคราวนี้ยังไงก็ยังไม่ตาย
โดยที่สุดแล้วท่านพระอาจารย์มั่น จึงใช้ธรรมโอสถรักษา
ท่านพระอาจารย์มั่นพูดว่า เราพยายามรักษาด้วยยามาก็นานแล้ว จะพยายามรักษาด้วยยาธรรมดาต่อไปคงไร้ผล เราควรระงับด้วยธรรมโอสถดูบ้าง หากไม่หายก็ให้มันตาย
หลวงปู่เจี๊ยะเล่าความตอนนี้ไว้ดังนี้ว่า
ครูบาจารย์ท่านจึงเจริญกายคตาสติกรรมฐาน เป็นอนุโลมและปฏิโลม เพ่งแผดเผาภายใน เพื่อเป็นวิหารธรรมอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่นานอาพาธก็สงบ จึงปรากฏบาทคาถาขึ้นว่า
ฌายีตปติ อาทิจโจ
พิจารณาได้ความว่า ฌานแผดเผาเหมือนดวงอาทิตย์ฉะนั้น ในที่สุดอาการของท่านจึงค่อยทุเลาลง ระหว่างนั้นเป็นสงครามอินโดจีน มีการพรางไฟไปทั่วจังหวัด
ระหว่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่ที่ป่าเปอะ จังหวัดเชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ เล่าว่า
ท่านได้กราบเรียนเรื่องขอให้ท่านพระอาจารย์มั่นฉันนมข้นหวาน ท่านนิ่งไม่ตอบว่าประการใด ท่านคงพิจารณา เพราะการอันใดก็ตาม ก็ต้องประกอบไปด้วยธรรมเท่านั้น ท่านไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องยิ่งไปกว่าธรรม เรื่องเล็กน้อยจนถึงเรื่องใหญ่ต้องประกอบไปด้วยธรรมเท่านั้น ท่านบอกว่า
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
poohkik
ผู้เยี่ยมชม
Platinum Boarder
โพสต์:
176
กรรม:
0
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
15/10/2008 08:10
เราเป็นสมณะมาประพฤติธรรม ทุกกริยาอาการเยื้องย่างบางอย่างโลกไม่นิยมชมชื่น แต่ถ้าประมวลลงแล้วว่าเป็นธรรม เราก็ต้องดำเนินตามนั้น ธรรมแท้นั้นไม่ได้เอามติที่ประชุมเห็นชอบ แต่เอาใจที่บริสุทธิ์เห็นธรรม คนหมู่มากถ้ากิเลสหนา ปัญญาหยาบมีมากเท่าใด ก็จะออกกฎอันเป็นไปเพื่อกิเลส เพื่อพวกพ้องตน ฉะนั้นเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ต้องเอาธรรมเป็นใหญ่ ปลอดภัยกว่าการเอาตนเป็นใหญ่ ปลอดภัยกว่าการเอาคนหมู่มากเป็นใหญ่
เมื่อเป็นดังนั้น จึงกราบเรียนท่านอีกว่า
คนแก่ต้องฉันนมบำรุงบ้าง ร่างกายจะได้มีเรี่ยวแรง อาการไข้จะได้ฟื้น กระผมขอนิมนต์ให้ลองฉันนมดูบ้าง
เมื่อกราบเรียนแล้ว ท่านแสดงอาการนิ่ง อาการนิ่งของท่านนั่นแหละเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดี
ถ้าฉันนมแล้ว มันมักจะถ่ายท้อง ท่านปฏิเสธเสียงแข็ง
กระผมคิดว่าควรจะลองดูหน่อย ถ้าถ่ายท้อง กระผมจะเช็ดทำความสะอาดเอง ครูอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง เราตอบท่านอย่างหนักแน่น
ท่านฉันเพื่อเป็นสิ่งเยียวยารักษาธาตุขันธ์ ไม่ได้ฉันเพราะมัวเมาในรส อยู่ปฏิบัติท่านด้วยความเคารพเลื่อมใส แม้ในขณะที่ท่านอาพาธอยู่นั้น สิ่งที่ท่านแสดงออกมีแต่ธรรมล้วน ๆ อันเป็นเครื่องสอนเราผู้ไม่ป่วย ประหนึ่งจะเป็นเครื่องเตือนเราอยู่เสมอว่า โรคได้แก่สิ่งที่เสียดแทงทำลายความผาสุก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือโรคทางกายกับโรคทางใจ สัตว์ทั้งหลายที่ยืนยันว่าตนเองมีสุขภาพดี ไม่ป่วยไข้ ไม่มีโรคทางกายตลอด 1 ปี 2 ปี ถึง 100 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น ความปลอดภัยจากโรคทางกายนี้พอที่อาจจะมีได้บ้าง แต่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลายที่จะสามารถยืนยันความไม่มีโรคทางใจ ไม่มีกิเลสแม้ชั่วระยะเพียงครู่หนึ่งนิดเดียว จะไม่สามารถหาได้และมีได้ในโลกนี้ เว้นแต่เพียงพระพุทธเจ้า พระขีณาสพ พระอรหันต์เท่านั้น ถึงจะเว้นโทษคือโรคทางใจได้
ท่านพระอาจารย์มั่นท่านสอนเราว่า ยิ่งพวกเราเป็นบรรพชิตด้วยแล้ว มีโรคอยู่ 4 อย่างแทรกซ้อนชอนไชเข้าไปสู่หัวใจพระเณรโดยไม่รู้ตัว
1 โรคมักมาก เป็นพระมักมากมูมมาม อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความเดือดร้อนกระวนกระวายใจ ไม่รู้จักพอด้วยผ้านุ่งผ้าห่ม อาหารการกิน ที่อยู่ที่อาศัย และยารักษาโรค เที่ยวแสวงหาแต่สิ่งเหล่านี้ ไม่รู้จักลดละปล่อยวาง ไปที่ไหนก็แบกหามสิ่งเหล่านี้ไปด้วย ไม่เป็นสมณะที่เบาสบาย เบากาย เบาจิต
2. เมื่อเกิดโรคมักมาก แล้ว โรคลามกจกเปรตก็ตาม ๆ กันมา เหมือนนัดกันไว้ที่จุดหมาย คือความเลวทรามต่ำช้า ทำได้ทุกอย่างที่จะให้คนมานับถือ เพื่อที่จะได้ลาภสักการะมาปรนเปรอความหิวโหยของใจที่ไร้ศีลธรรม
3. เมื่อจิตใจมันสกปรกลามกเข้าเต็มเปาแล้ว ย่อมพยายามวิ่งเต้นขวนขวาย เพื่อที่จะได้มาซึ่งความนับถือและลาภสักการะ และการสรรเสริญ อย่างไร้ยางอาย หน้าด้านต่อศีลต่อธรรม
4. พระประเภทที่จิตใจเป็นอย่างนี้ มักจะเข้าไปสู่สกุลที่ร่ำรวย ทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ที่จะให้เขามานับถือ มักจะกล่าว ธรรมปลอม ๆ อันไพเราะเพราะพริ้งเป็นฉากหน้า ซ่อนเร้นความละโมบโลภมากไว้ในเบื้องหลัง แสดงตนเป็นประดุจไม่มีความโลภ ทั้ง ๆที่มีความโลภจัด มีขันติอดทนอดกลั้นเพื่อให้เขามานับถือโรคทั้ง 4 อย่างที่ผมกล่าวมานี้แหละ ให้พวกท่านระวัง มันร้ายกว่าโรคที่ผมป่วยอยู่เสียอีก ขอให้พวกท่านจงนำไปพิจารณา อย่าป่วย อย่าไข้เฉย ๆ โดยไม่เห็นคุณเห็นโทษ ไม่งั้นจะแก้ไม่ได้ ใช้การไม่ทัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านอยู่ปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เป็นเวลา 3 เดือน อาการอาพาธของท่านพระอาจารย์มั่นก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ กิจวัตรที่ท่านต้องทำถวายท่านพระอาจารย์มั่นเป็นประจำคือ ในตอนพลบค่ำเข้าไปถวายการบีบนวด เวลานวดท่านให้เอามือกำตามแขนตามขาท่าน กำย้ายไปย้ายมาอยู่อย่างนั้น ทำด้วยวิธีอย่างนั้นคืนละหลาย ๆ ชั่วโมง วิธีการนวดกำแบบนี้ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ( จันทร์ สิริจันโท) เคยบอกกับท่านพระอาจารย์มั่นว่า
พวกพระเณรหนุ่มธาตุไฟดี ถ้ามาบีบมากำตามแขนตามขาให้คนแก่ ๆไฟธาตุมันช่วยได้มาก
ท่านเล่าว่า ทำการบีบกำนวดอยู่อย่างนี้ 3 เดือน ท่านก็ฟื้นจากอาพาธและหายเป็นปกติ
4. นิมิตที่เกิดขึ้นขณะภาวนา
ในระหว่างที่เป็นพระคิลานุปฐากในท่านพระอาจารย์มั่นอยู่นั้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังที่ท่านเล่าไว้ว่า
ความเพียรก็คงเร่งต่อไป เมื่อติดขัดปัญหาธรรมเรื่องใดก็จะนำไปเล่าถวายท่านพระอาจารย์มั่นเสมอ ๆ
วันหนึ่ง เราเดินจงกรมเดินอยู่ริมป่าที่ป่าเปอะ มีผู้หญิงร้องเพลงขับ อันประกอบไปด้วยอรรถรสแห่งธรรม ประสานกลมกลืนกับธรรมที่กำลังสัมผัสเพ่งพิศพินิจพิจารณาอยู่ ภาษาธรรมที่เขาร้องเอื้อนด้วยความไม่มีสตินั้น กลับย้อนเข้าสู่ดวงใจที่กำลังเพ่งพิศธรรมนั้นอยู่ จิตนั้นก็ลงรวมสู่ฐานของจิตโดยฉับพลัน เพลงขับนั้นเขาร้องเป็นภาษาอีสานว่า
ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้า โฮมลงมาขันธ์สี่
ทุกข์อยู่ในผ้าอ้อมป้อมผ้าไห้ โฮมอ้ายอยู่ผู้เดียว
ทุกข์อยู่ในโลกนี้มีแต่ซิทน ทุกข์อยู่ในเมืองคน มีแต่ตนเดียวไห้
ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้ารวมลงมาขันธ์สี่
ทุกข์อยู่ในโลกนี้ลงข้อยอยู่ผู้เดียว
เขาร้องเป็นทำนองไพเราะมาก บางคราวสงสัยเรื่องนิมิตที่เกิดกับจิต จึงนำเรื่องนี้ไปกราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นว่า
ครูบาจารย์ ถ้านิมิตเกิดขึ้นในขณะภาวนา จะให้กระผมทำอย่างไร
ท่านพระอาจารย์มั่นท่านตอบว่า
ให้รำพึงถามไปว่า อะไร หมายถึงอย่างไร แล้วนิมิตก็จะอธิบายออกมาเอง
จึงกราบเรียนถามท่านต่อไปอีกว่า
ครูบาจารย์ก็สิ่งที่มันปรากฏขึ้นนั้น มันไม่ใช่ของจริงมิใช่หรือครับ
ก็มันไม่ใช่ของจริงนะซิ ก็มันเป็นเพียงของใช้ ของใช้ก็สำหรับใช้ ไม่ใช่ของจริง
ท่านพระอาจารย์มั่นตอบ แล้วท่านก็ยิ้มเปิดโลกด้วยความเมตตา เราถือท่านเป็นเหมือนพ่อแม่ ท่านก็คงเห็นเราเป็นเหมือนลูก เพราะลำบากอยู่ด้วยกัน แหละแล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็เทศนาธรรมให้ฟังว่า
ฟังให้ดีนะท่านเจี้ยะ ปฏิภาคนิมิตนั้น อาศัยผู้ที่มีวาสนา จึงจะบังเกิดขึ้นได้ อุคคหนิมิตนั้นเป็นของไม่ถาวร ต้องพิจารณาให้ชำนาญแล้วเป็นปฏิภาคนิมิต เมื่อชำนาญทางปฏิภาค ทวนกระแสเข้ามาเป็นตน ปฏิภาคนั้นเป็นส่วนวิปัสสนาสำหรับอุปจารสมาธิ สามารถรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ สามารถแก้นิวรณ์ได้ แต่โมหะคลุมจิต ถ้าเจริญวิปัสสนาถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้ว จะต้องทำความรู้ให้เต็มเสียก่อน จิตจึงจะไม่อ่อนไหว การที่จะสอนการดำเนินสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเฉพาะเพียงอย่างเดียว อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น มิได้ เพราะว่าจริตของคนเรามันต่างกัน แล้วแต่ความฉลาดไหวพริบของใคร เพราะการดำเนินจิตมีหลายแง่หลายมุม แล้วแต่ความสะดวก นิมิตทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยปีติสมาธิอย่างเดียว ที่แสดงตามนิมิตออกมาทั้งหลายนั้น กรุณาท่านอย่าหลงตามนิมิต ให้พยายามทวนกระแสจิตเข้าสู่จิตเดิม เพราะนิมิตทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง หลงเชื่อนิมิตประเดี๋ยวก็เป็นบ้า การที่แก้บ้านิมิตนั้น ต้องทวนกระแสจิตเข้าสู่จิตเดิม อย่างบางทีเรานั่งภาวนาอยู่กลางป่าเขา
มีเสือมานั่งเฝ้าเราผู้บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าเพียงลำพัง เสือนั้นเป็นเทพนิมิตเสียโดยมาก ถ้าเป็นเสือจริง ๆ มันเอาเราไปกินแล้ว
ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเมตตาพูดธรรมะให้ฟังเพียงสั้น ๆ เท่านี้ ก็ก่อเกิดความจริงใจเป็นอย่างยิ่ง นึกถึงธรรมคำสอนและองค์ท่านเมื่อไร น้ำตาปิ่มไหลเพราะความถึงใจทุกที น้ำตานี้จึงเป็นน้ำตาที่มีคุณค่ามากนะ
5. การปฏิบัติมรรค 8 นั้น สมาธิมรรคเป็นสำคัญมาก
เวลาปฏิบัติสมาธิด้วยจิตภาวนา ถ้าจิตเราส่งออกนอกวงกาย
หลวงตาเจี๊ยะจำพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่ป่าช้าโนนนิเวศน์ 2 พรรษา
หลวงตาเจี๊ยะเล่าว่า ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงธรรม ที่ป่าช้าโนนนิเวศน์นี้ ให้เราฟังว่า
การปฏิบัติการพิจารณาธรรมะ ให้เห็นเป็นปัจจุบันธรรม อย่าส่งจิตถึง อดีต อนาคต จะเป็นความกังวลและฟุ้งซ่านไป เพราะว่าธรรมะทั้งหมดที่พระพุทธองค์ทรงแสดงออกมาจากจิตคือพระทัยที่บริสุทธิ์นั้น การดับทุกข์คือการรู้เท่าทันทุกข์ ไม่ยินดียินร้าย การพิจารณากายให้รู้เท่าทันทุกข์ ให้รู้เท่าทันความเป็นจริง เวลาพิจารณาอย่าใส่สิ่งที่ไม่มีเข้ามา และอย่านำสิ่งที่มีอยู่ออกหรือตัดออก อันนี้จะเป็นความไม่ละเอียดในการพิจารณา การปฏิบัติมรรค 8 นั้น สมาธิมรรคเป็นสำคัญมาก นอกนั้นเป็นส่วนปริยาย
เมื่อเราปฏิบัติ สังเกตด้วยธรรมะ และอาการของธรรมะ ที่จิตถึงขั้นละเอียดปราณีตแล้ว ก็จะเป็นสันทิฏฐิกบุคคล คือ ผู้รู้ ผู้เห็น เสียเอง
เวลาปฏิบัติสมาธิด้วยจิตภาวนา ถ้าจิตเราส่งออกนอกวงกาย จิตนั้นยังไม่เป็นมหาสติ มหาปัญญา จิตนั้นจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เป็นทางดำเนินอันชอบ
นักปฏิบัติสำคัญที่สุดต้องเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ พยายามรักษาจิตให้เสมอ อย่าให้ขึ้นลงตามกิเลสที่มาก่อกวน การรักษาจิตให้เป็นปกติได้ จะมีความสุขในการปฏิบัติ
จิตนี้เมื่อเราปฏิบัติถึงจุดแห่งผล อานิสงส์จะหาประมาณมิได้ การปฏิบัติทางจิตจึงจำเป็นแก่บุคคลผู้มีปัญญา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด ธรรมข้อหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลึกลับที่สุด เป็นที่พึ่งถาวรแก่เราได้นั้นก็คือ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ พึ่งตน รู้ตนแล้ว ก็จะรู้ในสิ่งทั่วไป
เพราะตนนั้นแหละเป็นเหตุ เป็นต้นเหตุของทุกสิ่ง ท่านก็ว่าก็สอนอย่างนี้เสีย
6. ลักษณะนิสัยของหลวงปู่มั่น
และที่ป่าช้าโนนนิเวศน์นี้ หลวงปู่หลุย จันทสาโร ได้บันทึกลักษณะนิสัยของหลวงปู่มั่น เนื้อความมีดังนี้
ท่านพระอาจารย์มั่น ภาวนาสถานที่เป็นมงคล มีเทวดามานมัสการตั้งหมื่น ท่านรู้ได้ด้วยภาวนาขั้นละเอียด อมนุษย์ท่านก็รู้ได้
ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นคนเด็ดเดี่ยว สละชีวิตถึงตาย สลบไป 3 คราว และท่านต้องการคนใจเด็ดเป็นสานุศิษย์
ท่านทำตัวของท่านใหม่ อยู่ในตระกูลทั้งหลาย ไม่ทำตัวของท่านให้คุ้นเคยในตระกูลเลย การไปการมาของท่าน ไปโดยสะดวก มาโดยสะดวก ไม่ขัดข้องในตระกูล
ท่านเป็นคนมักน้อย ชอบใช้บริขารของเก่า ๆ ถึงได้ใหม่ บริจาคทานให้คนอื่น ๆ ข้อวัตรหมดจดดี
สติตั้งอยู่ในสติปัฏฐานเสมอ เป็นผู้ไม่ละการ วาจาพูดก็ดี เทศน์ก็ดี ไม่อิงอามิสลาภสรรเสริญ วาจาตรงไปตรงมาตามอริยสัจ ความรู้ความเห็นอ้างอริยสัจเป็นหลักฐาน เสมอกาย วาจา ใจ เป็นอาชาไนยล้วน
ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นคนประพฤติ ขวนขวายน้อย หมดจดในข้อวัตร และหมดจดในธรรม พ้นวิสัยเทวดาและมนุษย์ที่จะติเตียนท่านได้ ไม่เป็นข้อล่อแหลมในพระศาสนา
ท่านได้วัตถุสิ่งใดมา ท่านสละทันที สงเคราะห์หมู่พรหมจรรย์ สิ่งอันใดท่านอยู่ที่ไหนเขาถวาย ท่านก็เอาเก็บไว้ให้พระเณรใช้ ณ.ที่นั้น ท่านไม่เอาไปด้วย
มีคนเข้าไปหาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไม่ดูคน ท่านดูจิตของท่านเสียก่อน จึงแสดงออกไปต้อนรับแขก ผู้มาถึงถิ่น
อนึ่งท่านหันข้างและหันหลังใส่แขก ท่านพิจารณาจิตของท่านก่อน แล้วพิจารณานิสัยของผู้อื่น นี้เป็นข้อลี้ลับมาก ต่อนั้นถ้าจะเอาจริงเอาจัง ต้องประชันต่อหน้ากันจึงจะเห็นความจริง จิตของท่านพระอาจารย์มั่นฝ่าอันตรายลงไปถึงฐานของธรรมะ นี้ มีราคามาก บ่งความเห็นว่าเป็นอาชาไนยโดยแท้
ท่านมีนิสัยปลอบโยน เพื่อจะคัดเลือกคนดี หรือไม่ดี ในขณะนั้นท่านพูดเช่นนั้น ท่านหันกลับเอาความจริง เพราะกลัวศิษย์จะเพลิน นิสัยท่านเป็นคนใจเดียว ไม่เห็นแก่หน้าบุคคล ในเวลาถึงคราวเด็ดเดี่ยวต่อธรรมวินัยจริง ๆ บุคคลใจเด็ดจึงจะอยู่กับท่านได้ เพราะนิสัยของท่านเป็นเช่นนั้น เป็นคนทำจริง เอาจริง
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
สะมะเบี้ยว
ผู้ใช้
Platinum Boarder
โพสต์:
477
กรรม:
-66
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
15/10/2008 13:12
ขอบคุณ....อั้ยหมึพูร์.....
ถ้าได้....อย่างที่ขอไว้...ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ
(ข้าฯมันกิเลสหนา)
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
bampen
ผู้ใช้
Platinum Boarder
โพสต์:
103
กรรม:
-66
ตอบ:ความหมายของคำว่า....." ตัณหา"
-
09/03/2010 16:37
ตัณหาคือความอยากมีอยากได้
| | ผู้ดูแลระบบไม่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมทั่วไปเขียน
ผังบอร์ด ::
ห้องสนทนา
ทั่วไป
ห้องสาระดี
10 อันดับโพสต์มากสุด
สะมะเบี้ยว
(477 posts)
คิ้ว
(382 posts)
phetchara
(317 posts)
Jayium
(184 posts)
bampen
(103 posts)
จ่า....เยี่ยม
(101 posts)
somboon.p
(97 posts)
foy
(82 posts)
surapong.hu
(66 posts)
Mee21
(54 posts)